เกี่ยวกับเรา

เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ผู้เขียนได้ลาออกจางานที่ทำอยู่ เป็นร้านเครื่องหนังที่จำหน่ายให้กับลูกค้าจากต่างประเทศที่มาเที่ยวในเมืองไทยมีทั้งชาวญี่ปุ่นชาวจีนและฝรั่งบ้าง ผู้เขียนเป็นผู้จัดการดูแลแผนกสินค้าทั่วไปทั้งหมด ตรุษจีนปีนั้นผู้เขียนถูกตัดเงินโบนัสออกบางส่วน จึงได้สอบถามเจ้าของร้านว่าทำไม คำตอบที่ได้คือ ไม่ทำตามใจเจ้าของร้าน (กระด้างกระเดื่อง) ไม่ยอมเรียนภาษาเกาหลีและจีนเพิ่ม ซึ่งผู้เขียนไม่ชอบภาษาจีนนัก แต่ไม่ได้เกลียดเท่าภาษาเกาหลี เมื่อไม่พอใจจึงได้ลาออกในวันตรุษจีนนั้นเลย ทั้งที่เจ้าของร้านได้คืนเงินในส่วนที่ได้หักออกให้ทั้งหมดและได้เพิ่มเงินพิเศษให้อีก แต่ด้วยความหยิ่งยโสถือว่าตนมีฝีมือ พอมีเงินอยู่บ้าง ครอบครัวก็ไม่เดือดร้อนเพราะไม่ได้มีหนี้สิน ก็เลยลาออกจากร้านเครื่องหนัง โดยที่ยังไม่ได้หางานสำรองไว้ ซึ่งเป็นการกระทำที่โง่มาก อย่าทำตามนะจ๊ะ เพราะการหางานใหม่ในขณะที่ยังมีงานทำอยู่กับตอนที่ไม่มีงานทำ มันหนังคนละม้วนกันเลย ยิ่งตอนที่มีเงินเหลืออยู่ในกระเป๋าน้อย ยิ่งสำนึกได้ แต่ก็ดีอย่างหนึ่งนะเพราะได้เห็นน้ำใจของเพื่อน ๆ ที่รักทั้งหลาย คนที่เคยไปกินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน พอเราลำบากถึงได้พบสัจจะธรรมทีเดียว

โต๋เต๋ทำงานที่โน้นบ้างที่นี้บ้าง ด้วยเหตุที่เบื่อการหลอกลวงเพราะถ้าไม่หลอกหรือใช้เทคนิคในการพูด ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มักจะไม่สนใจซื้อต้องรู้จักหลอกให้ลูกค้าสนใจ เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายมากเข้าก็เลยคิดที่จะหาอาชีพที่จริงจังสักที ก่อนที่จะแก่เกินกว่าที่จะทำอะไรต่อมิอะไรไหว จะเปิดร้านค้าก็จะต้องลงทุนสูงเงินที่เก็บไว้ก็ไม่มากมายนัก หากพลาดพลั้งไปลูกเมียก็จะลำบาก พอดี ตลาดพระเครื่องพญาไม้ เปิดขายพระเครื่อง ก็เลยมาสำรวจดูเห็นว่าพอจะทำรายได้ให้ได้เพราะว่าผู้เขียนก็พอมีพระเครื่องที่สะสมอยู่มากพอสมควร เงินลงทุนก็ไม่สูง หากจะอยู่สักพักพอขายพระหมดก็จะไปทำอย่างอื่นต่อ เมื่อตกลงทำก็เลยให้เพื่อนช่วยหาแผงค้าให้สักสองแผง ค่าใช้จ่ายในยุคนั้นแผงละ 5,000 บาท สองแผงก็หมื่น ปรากฏว่าโดนเจ้าหน้าที่โกงหรือเพื่อนเราโกงเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้แผงได้แต่ชี้ให้ดูว่าแผงอยู่ตรงนี้นะตรงนั้นนะอยู่เรื่อยไปจนเบื่อ บังเอิญไปเจอเพื่อนที่รู้จักกันอีกคนชวนให้มาเปิดในแผงเดียวกัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 วันอยู่สักพักก็ไปเจอคนกำลังเดือดร้อนเพราะทำผู้หญิงท้องแล้วจะหนี เงินไม่มีจะแต่ง ใจก็ไม่ได้รักแค่แข่งกันจีบจะเอาชนะเพื่อน ด้วยความสงสารเด็กที่จะเกิดจึงได้ช่วยเหลือเรื่องเงินทองและการแต่งงานให้ ลงทุนทำร้านเลี่ยมทองให้ ผลสุดท้ายหนี้สินบานปลายเลยต้องซื้อแผงของเขามาในราคา 35,000 บาท หนี้สินที่เหลืออีก 160,000 บาทก็ไม่ได้ พอไปทวงเงินของเรา เขาไม่พอใจและไปเรียกพวกจะมาทำร้ายเราอีก ตอนนั้นเคยคิดอยากทำร้ายเขาเหมือนกัน แต่ก็กลัวบาป ได้แต่คิดว่ามันโกงไปมันก็ไม่รวย จนทุกวันนี้ เขาก็ยังไม่มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย

ผู้เขียนจึงได้ตั้งชื่อร้านนี้ว่า มรดกมงคล เพราะคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สอนให้อย่าติดรัก โลภ โกรธ หลง สิ่งนี้เป็นประโยชน์และให้สติแก่ผู้เขียนอย่างยิ่ง เปรียบดั่งมรดกอันเป็นมงคล ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะหากผู้เขียนโกรธและได้ทำร้ายลูกหนี้นั้นไปอาจส่งผลที่ไม่สามารถประมาณกลับมาก็ได้ ผู้เขียนจึงพยายามบอกเล่าหรือให้สติแก่เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ทั้งหลายที่ให้ความเคารพและเชื่อว่าการทำดีย่อมได้ดี แต่จงอย่าหวังว่าการทำความดีของเราจะได้อะไรตอบแทน จงทำด้วยใจบริสุทธิ์ของเรา สิ่งดีก็จะบังเกิดขึ้นแก่เราโดยไม่ต้องปรารถนา นี่คือที่มาของร้านมรดกมงคล ผู้เขียนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงาม ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง หรือสิ่งอันดีงามใด ๆ เมื่อกาลเวลาที่ผ่านเลยไป สิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น มรดกมงคล แก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.